“แปรรูปรัฐวิสาหกิจ” เน้นเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร มุ่งกำจัดคอร์รัปชัน

เหมาะกับใคร

  • พนักงานรัฐวิสาหกิจ
  • คนทั่วไปที่สนใจ

ใจความสำคัญ

  • รัฐวิสาหกิจเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย แต่เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศแล้ว ภาครัฐวิสาหกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง กลับให้ผลตอบแทนน้อย
  • สาเหตุมาจากโครงสร้างกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจไม่มีความเข้มแข็งพอ แข่งขันกับภาคเอกชนไม่ได้ มีความไม่โปร่งใส กลายเป็นช่องทางในการคอร์รัปชัน
  • จึงเกิด “ร่างพ.ร.บ.การพัฒนากำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ” และจัดตั้ง “บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ” ที่พร้อมรองรับการแปลงทุนเป็นหุ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ของรัฐไม่ให้เกิดการผูกขาด ทั้งยังมุ่งเปลี่ยนแปลงการบริหารภายในให้มีความแข็งแรง คล่องตัว พร้อมแข่งขันมากขึ้น

 

“รัฐวิสาหกิจไทย” นับเป็นฟันเฟืองสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งงานบริการด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวโยงกับความมั่นคงของไทย ประสิทธิภาพและรูปแบบการบริหารรัฐวิสาหกิจจึงถือเป็นงานสำคัญลำดับแรก ๆ ที่รัฐให้ความสำคัญในการบริหารและจัดการ

ปัญหาสำคัญคือรัฐวิสาหกิจไทยมีขนาดสินทรัพย์และเงินลงทุนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ใช้ทรัพยากรของประเทศจำนวนมหาศาล เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP ของประเทศ แต่ในด้านผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) กลับให้ผลตอบแทนน้อย

ขาดประสิทธิภาพในการแข่งขัน

กิจการรัฐวิสาหกิจที่สามารถทำกำไรได้ ส่วนใหญ่เป็นกิจการผูกขาด เช่น บริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือ บริษัท ปตท. ในทางกลับกัน รัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งกับบริษัทเอกชนหลายแห่ง เช่น กสท.โทรคมนาคม และ TOT กลับขาดทุน

สาเหตุหลักที่รัฐวิสาหกิจไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เป็นเพราะโครงสร้างการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน ที่อยู่ภายใต้กระทรวงและระเบียบของราชการที่ขาดความคล่องตัว แข่งขันกับภาคเอกชนไม่ได้ ทั้งยังมีปัญหาด้านการบริหารงานของกระทรวงต่าง ๆ ที่ดำเนินงานด้วยความไม่โปร่งใส มีการแต่งตั้งกรรมการไม่เหมาะสม กลายเป็นช่องทางในการคอร์รัปชัน

แปรรูปรัฐวิสาหกิจ

“ร่างพ.ร.บ.การพัฒนากำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ” จะมีบทบาทในการยกระดับและหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) และจัดให้มี “บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ” ที่พร้อมรองรับการแปลงทุนให้เป็นหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำนวน 12 แห่ง  ซึ่งมีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ เพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ของรัฐที่นำไปสู่การผูกขาดในอนาคต

นอกจากนี้ ยังออกแบบให้สามารถเพิ่มหรือลดหุ้นจนพ้นสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจได้ เพื่อมุ่งให้มีการดำเนินงานในลักษณะของการกำกับดูแล และสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมให้มากขึ้น

เห็นผล พ.ย. นี้

การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจะ มีความสำคัญต่อแผนยุทธศาสตร์ชาติ ในอนาคต เพราะถ้าทำสำเร็จ องค์กรรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งจะมีรูปแบบการดำเนินการที่เหมาะสมมากขึ้น มีการวางระบบเพื่อเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานที่โปร่งใสมากขึ้น มีกระบวนการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ได้คนที่มีความสามารถตรงจุดมาบริหารองค์กร ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เท่าเทียมกันกับภาคเอกชน รวมทั้งจะได้ทบทวนการให้เงินอุดหนุนของรัฐบาล ที่ทำให้เกิดปัญหาไม่มีการแข่งขันเสรีอย่างที่เคยเป็นมาด้วย

การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจะ เริ่มทำที่ 12 แห่ง ที่มีลักษณะเป็นตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว ได้แก่ บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT), บมจ. บางจากปิโตรเลียม (BCP), บมจ. ผลิตไฟฟ้า (EGCO), บมจ. ธนาคารกรุงไทย (KTB), บมจ. ไออาร์พีซี (IRPC), บมจ. อสมท (MCOT), บมจ. ปตท.  (PTT), บมจ. ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR), บมจ. ปตท. เคมิคอล (PTTCH), บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP), บมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) และ บมจ. ไทยออยล์ (TOP)

โดยร่างพ.ร.บ.การพัฒนากำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจจะ ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ติดตามข่าวและความเคลื่อนไหวได้ที่นี่ และ facebook.com/PMDUThailand

 

ข้อมูล :

https://goo.gl/X7vZhZ
https://goo.gl/oiKDcE
https://goo.gl/sjDHkK
https://goo.gl/T825jU
https://goo.gl/FKFE1z