Gig Economy: รูปแบบการทําเงินแบบใหม่ในโลกดิจิทัล

“อีก 5 ปีข้างหน้า เทรนด์ Gig Economy จะแพร่หลายในทุกออฟฟิศ ชีวิตของเหล่าพนักงานจะเปลี่ยนไปสิ้นเชิง”
– Patrick Petitti

Patrick Petitti ซีอีโอ Catalant Technologies ที่ปรึกษาธุรกิจและจัดหางานที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำ ได้ให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ทำให้เกิดกระแสถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ บรรดาผู้บริหารเริ่มพิจารณาทบทวนเรื่องการว่าจ้างงานกันใหม่

การทำงานอิสระกลายเป็น ‘ค่านิยม’ ของคนรุ่นใหม่

ประโยคข้างต้นนี้มิได้กล่าวเกินจริงเลย ปัจจุบันตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนโฉมไปทีละน้อย การทำงานอิสระกลายเป็น ‘ค่านิยม’ ของคนรุ่นใหม่ เช่น คนรุ่นเจนวาย (Gen Y)  และรุ่นเจนซี (Gen Z) อยากเป็นเจ้าของธุรกิจและเบื่อหน่ายกับการทำงาน 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น บริษัท McKinsey Global ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้คนในยุโรปและสหรัฐอเมริกาในปี 2016 จำนวน 8,000 คน พบว่ามีคนวัยทำงานที่ประกอบอาชีพอิสระมากถึง 20-30% ตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีผู้ประกอบอาชีพอิสระมากถึง 4 ล้านคน คิดเป็น 36% ของแรงงานทั้งประเทศ โดยมีทั้งคนทำงานฟรีแลนซ์แบบเต็มตัว กับคนที่ทำงานประจำและรับงานเสริมควบคู่ไปด้วย ด้านสถาบันวิจัย Intuit and Emergent คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 43% หรือประมาณ 7.7 ล้านคน ภายในปี 2020

Gig โมเดลธุรกิจใหม่ที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์

ช่วยตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของผู้บริโภค

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า Gig Economy แปลว่าเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ‘กิ๊ก’ แต่มาจากคำแสลงในภาษาอังกฤษ Gig หมายถึงงานชั่วคราวของนักแสดงหรือวงดนตรีที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ และเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไม่ยึดติดกับที่ใดที่หนึ่ง แต่ในปัจจุบันความหมายนี้ได้เปลี่ยนไปพร้อมกับการมาถึงของโมเดลธุรกิจใหม่ที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของผู้บริโภค (On-demand Service)

 

ผู้ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ Gig Economy ไม่ใช่นักดนตรีเหมือนในอดีต แต่เป็นเหล่าฟรีแลนซ์ รวมทั้งอาชีพรับจ้างผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ เช่น คนขับรถ Grab หรือ Uber พนักงานส่งของ LINE Man เป็นต้น ที่น่าสนใจก็คืออัตราการจ้างงานใน Gig Economy โตเร็วกว่าตลาดงานประจำในปัจจุบัน สาเหตุสำคัญที่อาชีพอิสระได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลหยิบยื่นโอกาสให้ผู้คนทำงานจากที่ไหนก็ได้ตลอดเวลา แค่มีอินเทอร์เน็ต และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนสักเครื่อง ไลฟ์สไตล์แบบดิจิทัล นอแมด (Digital Nomad) ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป คนยุคนี้ยังมองว่าอาชีพฟรีแลนซ์ตอบโจทย์ในแง่การบริหารเวลาให้เกิดประสิทธิภาพ พวกเขาสามารถใช้ชีวิตที่ใฝ่ฝันและทำงานไปด้วยได้อย่างราบรื่น ผลวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดยังชี้ว่า การทำงานนอกออฟฟิศนั้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานถึง 13% เมื่อเทียบกับการทำงานในออฟฟิศ

 

ทางสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ชี้แจงว่าตลาดแรงงานกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก นั่นคือ

1) การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม ส่งผลให้รูปแบบการดำเนินธุรกิจและการประกอบอาชีพแปรเปลี่ยนตามไปด้วย ไม่เพียงเท่านั้นหลายอาชีพมีโอกาสเสี่ยงที่จะถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติมากกว่าครึ่งหนึ่งของอาชีพทั้งหมด 2 พันล้านตำแหน่ง

2) อาชีพที่มีความมั่นคงสูง เสี่ยงถูกทดแทนต่ำกว่า กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนทักษะที่เหมาะสมและทันต่อเทคโนโลยีที่รุดหน้า จึงเป็นโจทย์สำคัญที่แรงงานกลุ่มนี้จะต้องฝึกฝนพัฒนาความรู้และทักษะตลอดเวลา (Re-skill) และแสวงหาทักษะใหม่ ๆ มาเสริมศักยภาพตนเอง (Upskill)

3) การมาถึงของเทรนด์เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ได้ปฏิวัติรูปแบบการทำงานไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ที่จับคู่ความต้องการระหว่างนายจ้างหรือบริษัท กับลูกจ้างหรือแรงงานที่มีทักษะตอบโจทย์โดยตรง เช่น Uber จับคู่คนขับรถกับคนทั่วไปที่ต้องการเดินทางในเวลานั้น เจ้าของบ้านเปิดให้บริการที่พักอาศัยแบบชั่วคราวแก่นักท่องเที่ยวผ่าน Airbnb และ TaskRabbit บริษัทจัดหาคนไปช่วยจัดการธุระเล็ก ๆ น้อย ๆ อาทิ จัดสวน ย้ายบ้าน ซึ่งประสบความสำเร็จจน IKEA แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชื่อดังตัดสินใจเข้าซื้อกิจการในปี 2017 ทางฝั่งประเทศไทยก็มีโมเดลธุรกิจที่เติบโตบนแนวคิดเดียวกัน เช่น Seekster สตาร์ทอัพผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหาแม่บ้านทำความสะอาดและช่างซ่อมต่าง ๆ แบบครบวงจร ผู้ใช้สามารถติดต่อกับแม่บ้านและช่างได้เองผ่านแอปพลิเคชัน โดยไม่ต้องผ่าน ‘คนกลาง’ หรือเอเจนซี่อีกต่อไป

 

แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ส่งให้เกิดปรากฏการณ์ Gig Economy ไปทั่วโลก คือ คนทำงานอิสระเหล่านี้มีทั้งเวลา ทักษะ และความสามารถ ซึ่งแรงงานในตลาดไม่มี หรือไม่อาจทำงานตามความต้องการได้ในเวลานั้น ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่เริ่มพิจารณาการจ้างฟรีแลนซ์ รวมทั้งการจ้างพนักงานแบบสัญญาจ้างระยะสั้น รวมทั้งปรับเปลี่ยนเวลาการทำงานให้ยืดหยุ่นและสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้มากขึ้น

แผนปฏิบัติการดิจิทัล ระยะ 5 ปี

ผลักดันภารกิจแรงงานระดับประเทศเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

รูปแบบการจ้างงานผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้กำลังเติบโตในประเทศไทยเช่นกัน ผลสำรวจของอีไอซี (EIC) ระบุว่าสัดส่วนของคนทำงานอิสระหรือ Gig Worker นั้นคิดเป็น 30% ของคนวัยทำงาน (จากผู้ตอบแบบสอบถาม 9,387 คน) เช่น รับจ้างทั่วไป ทำธุรกิจส่วนตัว หรือขายสินค้าทางออนไลน์ โดย 1 ใน 3 เป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว ที่เหลือเป็นพนักงานประจำที่รับงานอิสระ อย่างไรก็ดีแรงงานนอกระบบเหล่านี้กำลังประสบปัญหาด้านความมั่นคง เนื่องจากไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย หน่วยงานภาครัฐได้ตระหนักถึงบริบทการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยและเดินหน้าปรับตัวอย่างต่อเนื่อง สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานได้จัดทำแผนปฏิบัติการดิจิทัล ระยะ 5 ปี เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันภารกิจแรงงานระดับประเทศเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้กรอบนโยบายของรัฐบาล โดยมุ่งหวังเป็นแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนการพัฒนาแรงงานไทย และยกระดับการให้บริการในรูปแบบดิจิทัล

สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานยังกำหนดให้การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ เป็นหนึ่งในวาระปฏิรูปแรงงานเพื่อความสำเร็จของการเดินหน้าพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ด้วยเล็งเห็นว่ากลุ่มแรงงานนอกระบบมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคน ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาชั้นประถมศึกษา อีกทั้งยังมีทักษะฝีมือระดับล่าง ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด จึงหมายมุ่งที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกอย่างครบวงจร ทั้งการส่งเสริม การคุ้มครอง และการพัฒนา และการสร้างความเข้มแข็งที่สอดคล้องกับนวัตกรรมใหม่ ตลอดจนสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย

” Startup Thailand “

พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย

การส่งเสริมอาชีพอิสระยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ต้องการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วยการพัฒนาวิสาหกิจเริ่มต้นหรือธุรกิจสตาร์ทอัพให้เป็น ‘นักรบทางเศรษฐกิจใหม่’ (New Economic Warrior) จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งหน่วยงานระดับประเทศ Startup Thailand เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น และระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Ecosystem) ตามนโยบายของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงานในท้องถิ่น การกระจายรายได้สู่ภูมิภาค และก่อให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve)  ทั้งนี้ การจัดงาน Startup Thailand ติดต่อกันในปี 2560 และ 2561 ไม่เพียงเปิดเวทีให้สตาร์ทอัพมาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ แต่ยังปูทางสู่โอกาสที่จะเสนอแนวคิดต่อกลุ่มนักลงทุนในไทยและต่างชาติ รวมทั้งสนับสนุนการลงทุนธุรกิจใหม่ ๆ ระหว่างประเทศ นับเป็นการรวมพลังประชารัฐเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงจากการเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของโลกอย่างแท้จริง