FinTech: เทคโนโลยีปฏิวัติโลกแห่งการเงิน

รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันมีประชากรวัยทำงานที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน คิดเป็น 1.7 พันล้านคนทั่วโลก แม้ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะลดลงจาก 2 พันล้านคนในปี 2557 ตามข้อมูลที่ธนาคารโลกระบุไว้ในรายงาน The 2017 Global Findex database

ความเหลื่อมล้ำทางการเงินถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ยากจะหลีกเลี่ยงในศตวรรษที่ 21 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้การลดความเหลื่อมล้ำไว้เป็น 1 ใน 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

เมื่อบริการทางการเงินและธนาคารไม่อาจกระจายไปสู่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ส่งผลให้กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาความยากจนได้ บ้างถูกตัดสิทธิ์การกู้ยืม ที่สำคัญคนส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับการออมเงินและบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีทางการเงิน (Financial Technology) หรือ ฟินเทค (Fintech) จึงเข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินทางออนไลน์ (e-Payment) การระดมทุนออนไลน์ (Crowdfunding) ประกัน (InsurTech) หรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น บล็อกเชน (Blockchain) และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อธิบายสั้น ๆ ฟินเทค คือ การใช้เทคโนโลยีช่วยออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับการเงินในรูปแบบใหม่ ๆ ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สะดวกรวดเร็ว ทว่าประหยัดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม ฟินเทคครอบคลุมตั้งแต่การกู้ยืมเงิน การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเงิน ไปจนถึงบริการด้านการลงทุน และบริการชำระเงิน เป็นต้น ทุกวันนี้มีบริษัทสตาร์ทอัพมากมายที่เล็งเห็นช่องว่างในตลาด และพัฒนาทางเลือกใหม่ ๆ โดยใช้ Big Data Analytics ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรม แล้วนำไปต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม

ทุกวันนี้ธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) หันมาให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการเงินมากขึ้น เช่น TrueMoney ของบริษัท True, mPay ของ AIS และ LINE Pay ของ LINE ประกอบกับคนรุ่นใหม่อย่างเจนวาย (Gen Y) มองหาบริการอื่นที่สะดวกกว่าการไปธนาคาร เช่น e-wallet และบริการที่เชื่อมต่อกับร้านค้าออนไลน์โดยตรง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ในไทยได้ปรับตัวครั้งใหญ่สู่ Digital Banking แข่งกันเปิดตัวแอปพลิเคชันทำธุรกรรมผ่านมือถือ ตั้งกองทุนสนับสนุนสตาร์ทอัพสายฟินเทค และลงทุนสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพราะไม่อยากเป็นฝ่ายถูก disrupt เสียเอง

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลชัดเจนมากที่สุด คือ จีน ซึ่งก้าวสู่สังคมไร้เงินสดเต็มสูบ ไม่แปลกถ้าเราจะไม่เห็นใครใช้เงินซื้อของในตลาดหรือกระทั่งห้างสรรพสินค้า แต่จะหยิบมือถือขึ้นมาสแกน QR Code และชำระเงินเสร็จสรรพในเวลาไม่กี่นาที นี่คือผลกระทบอันใหญ่หลวงจากการเติบโตแบบพุ่งทะยานของสองยักษ์ใหญ่ผู้ครองตลาดบริการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันมือถือ ได้แก่ Alipay ของ Ant Financial ในเครือ Alibaba Group มีผู้ใช้งานประจำ 520 ล้านราย/เดือน ส่วน Wechat Pay ของแอปพลิเคชันแชท Wechat จาก Tencent มีผู้ใช้งานประจำสูงถึง 900 ล้านราย/เดือน ขณะที่ธนาคารขนาดกลาง และธนาคารพาณิชย์แทบทุกรายในจีน ล้วนประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก จึงตัดสินใจลงนามข้อตกลงร่วมกับ Alibaba Tencent และ Baidu สามทหารเสือแห่งวงการไอที เพื่อไม่ให้ถูกกลืนไปพร้อมกับคลื่น Digital Disruption ในท้ายที่สุด

ผลสำรวจ Financial Services Technology 2020 and Beyond: Embracing Disruption โดย PwC บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก พบว่าในปี 2563 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเป็นตัวแปรสำคัญที่มาพลิกโฉมอุตสาหกรรมธุรกิจบริการทางการเงินทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ บล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งถูกมองว่าจะเข้ามาปฏิวัติโลกการเงินสู่ยุคใหม่

ความน่าสนใจของบล็อกเชนอยู่ที่ การกระจายข้อมูลจากระบบบัญชีกลาง ไปยังผู้ใช้งานทุกคน ด้วยระบบโครงข่ายทรงประสิทธิภาพที่สามารถเก็บบันทึกและเชื่อมโยงข้อมูลทุกบัญชีธุรกรรมเข้าด้วยกัน หรือเรียกว่าเทคโนโลยีแบบบัญชีกระจายตัว (Distributed Ledger Technology: DLT) บล็อกเชนจะเข้ามาตอบโจทย์ทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการจัดการข้อมูลทางธุรกรรมให้สะดวกง่ายดายขึ้น ลดต้นทุนและประหยัดเวลาการทำธุรกรรม นอกจากนี้ เราสามารถตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังได้ทุกเมื่อ เพราะข้อมูลถูกบันทึกไว้ตั้งแต่แรก แม้ว่าจะเป็นระบบที่ซับซ้อนสูง แต่ก็ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันความเสี่ยงจากการโจรกรรมฐานข้อมูลออนไลน์อีกด้วย

นอกเหนือจากบล็อกเชน สิ่งที่น่าจับตามอง คือ บริการฟินเทครูปแบบใหม่ ๆ เช่น ธนาคารเพื่อรายย่อย (Consumer Banking) และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ส่วน Robo-Advisor หรือหุ่นยนต์ที่ปรึกษาด้านการลงทุนจะเป็นทางเลือกที่คนรุ่นใหม่ไว้วางใจ เพราะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงได้แม่นยำ และออกแบบวิธีการออมและการลงทุนโดยจัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะสมกับผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยงได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น ในราคาที่ถูกลง

แต่ใช่ว่าธุรกิจฟินเทคจะเข้ามาแทนที่และทำให้ธนาคารล้มหายตายจากไปโดยสิ้นเชิง เพราะบริการของฟินเทคช่วยอุดช่องโหว่ของการทำธุรกรรมที่ยังไม่มีในตลาดหรือไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม ทั้งบริษัทและธนาคารน้อยใหญ่ต่างก็เริ่มสนับสนุน ลงทุน และร่วมมือกับธุรกิจฟินเทค เพื่อช่วยกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้ดียิ่งขึ้นด้วยนวัตกรรม

 

อย่างไรก็ดี ฟินเทคจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่ได้เลย หากปราศจากความช่วยเหลือและความร่วมมือจากภาครัฐ และถ้าหากหน่วยงานภาครัฐไม่ปรับ นโยบาย 4.0 ก็ไม่เกิด ซึ่งรัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงอุปสรรคและปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างดี นโยบายไทยแลนด์ 4.0 จึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประเทศเศรษฐกิจใหม่ (New Engines of Growth) ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น และผลิตสินค้านวัตกรรม ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ แรงงานไทยมีทักษะ ความรู้ และความเชี่ยวชาญสูงขึ้นเช่นกัน

 

          ธุรกิจจะผลิดอกออกผลได้งดงาม
ก็ต้องมีทั้ง ‘เมล็ดพันธุ์ที่ดี’ และ ‘ระบบนิเวศที่ดี’

ธนาคารแห่งประเทศไทยเล็งเห็นว่าการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลนั้นจะต้องปรับกฎหมายกฎระเบียบให้สอดคล้องด้วย ที่สำคัญ หน่วยงานภาครัฐควรปรับเปลี่ยนลักษณะการทำงานแบบบนลงล่าง (Top down) หรือ ล่างขึ้นบน (Bottom up) มาสู่การทำงานแบบกระจายตัว (Agile) และไม่รวมศูนย์ (Decentralize) จากเดิมที่เป็นผู้กำกับดูแลภายใต้กฎกติกาที่ล้าสมัย ภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนมากยิ่งขึ้น จึงได้ริเริ่มโครงการ Regulatory Sandbox เปิดพื้นที่ให้ภาคธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงินมีโอกาสสร้างสรรค์และทดสอบนวัตกรรมด้านการเงินใหม่ ๆ หากประสบความสำเร็จ ก็จะมีโอกาสออกสู่ตลาดจริง

ทางกระทรวงการคลังได้มีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมฟินเทคเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล และผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้แก่
1) การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม อาทิ การพัฒนาระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในระบบบริการด้านการเงิน
2) การจัดตั้งสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเงิน (Institute for Financial Innovation and Technology: InFinIT) ในปี 2561-2562 ทำหน้าที่ตั้งแต่บ่มเพาะส่งเสริมสตาร์ทอัพสายฟินเทค การพัฒนาความสามารถด้านการสร้างนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ จนถึงการส่งเสริมระบบนิเวศที่เหมาะสม
3) การผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐมีบทบาทให้บริการและใช้บริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับฟินเทค เช่น การรับ-จ่ายเงินของหน่วยงานภาครัฐผ่าน e-Payment

ตัวอย่างการพัฒนาฟินเทคของหน่วยงานภาครัฐที่เห็นชัดเป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ Propmtpay ซึ่งเปรียบเสมือน ‘เส้นเลือดใหม่’ ของระบบเศรษฐกิจไทย และเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากทำให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินและได้รับประโยชน์จากค่าธรรมเนียมที่ถูกลงมาก จากสถิติการเปิดให้บริการในปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ใช้บริการโอนเงินผ่านระบบ Promptpay ประมาณ127 ล้านครั้ง ยอดรวมการโอนเงินสูงกว่า 490,000 ล้านบาท โดยมีผู้ลงทะเบียนใช้บริการไม่ต่ำกว่า 39 ล้านบัญชี

ในส่วนตลาดทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มองว่า ฟินเทคจะช่วยทำให้เกิดผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ๆ ช่วยเปิดโอกาสให้กับคนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินหรือแหล่งทุน สามารถเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ก.ล.ต. จึงได้ออกเกณฑ์เพื่อรับรองการเสนอขายหุ้นออนไลน์ (equity crowfunding) ทำให้สตาร์ทอัพที่เปี่ยมด้วยศักยภาพนั้นมีโอกาสและทางเลือกการเข้าถึงเงินทุนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังร่วมผลักดันพ.ร.บ. ฟินเทค เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายเก่าและรายใหม่ใช้เทคโนโลยีทางการเงิน พัฒนาบริการทางการเงิน-การลงทุนได้อย่างเต็มที่ โดยลดข้อจำกัดทางกฎหมายและการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการฟินเทคในประเทศไทยเลยทีเดียว

 

ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีเทคโนโลยีทรงพลังแบบไหนเข้ามาท้าทายอุตสาหกรรมนี้อีกครั้ง แต่ที่แน่ ๆ คงใช้เวลาอีกไม่นาน จึงเป็นความท้าทายของภาครัฐที่จะต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคเอกชนขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้ และสามารถยกระดับภาคการเงินแบบก้าวกระโดด ตลอดจนถึงกระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมให้เกิดความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

 

อ้างอิง:

https://www.pwc.com/gx/en/financial-services/assets/pdf/technology2020-and-beyond.pdf

https://www.businessinsider.com/alipay-wechat-pay-china-mobile-payments-street-vendors-musicians-2018-5

https://home.kpmg.com/xx/en/home/insights/2016/04/fintech-opening-the-door-to-the-unbanked-and-underbanked-in-southeast-asia.html

https://www.sec.or.th/th/Pages/News/Detail_News.aspx?tg=NEWS&lg=th&news_no=72&news_yy=2559

http://www.thaifintech.com/2018/01/17/thailand-fintech-act/