โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)

 

วันนี้แนวโน้มอุตสาหกรรมทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง จึงเป็นปัจจัยสำคัญให้ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยน

กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยห่างหายจากการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ตั้งแต่โครงการ ‘อีสเทิร์นซีบอร์ด’ ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่เปลี่ยนโฉมจากสังคมเกษตรกรรมมาสู่อุตสาหกรรม ซึ่งต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจในประเทศไทยยังคงต้องพึ่งการลงทุนจากภาครัฐบาล ในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นตามภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนของไทยก็ยังไม่ได้แสดงภาพการฟื้นตัวที่ชัดเจนนัก ซึ่งหากประเทศขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้วนั้น จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติลดลง ซึ่งล่าสุดที่ได้มีการลงทุนคือการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลชุดปัจจุบันจึงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศผ่านเศรษฐกิจที่เป็นรากฐานที่สำคัญ การเติบโตภายใต้โครงสร้างการพัฒนาที่เข้มแข็งจะผลักดันให้ประเทศเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว

ทว่าวันนี้แนวโน้มอุตสาหกรรมทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง จึงเป็นปัจจัยสำคัญให้ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยน ภาครัฐบาลจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมของโลกในอนาคต โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ภายใต้การยกระดับการพัฒนาประเทศไปสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” จึงเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน เพื่อสานต่อความสำเร็จจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ Eastern Seaboard ซึ่งดำเนินมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

รวมเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 ล้านล้านบาท

เป้าหมายของ EEC คืออะไร?
โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายหลักในการเติมเต็มภาพรวม
ในการส่งเสริมการลงทุนซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยการสร้างโครงข่ายคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์ ในพื้นที่เป้าหมายนำร่องใน 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง
โดยที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (28 มิถุนายน 2559) เห็นชอบในหลักการข้อเสนอ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย : กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth) ประกอบด้วย 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) และการเติม 5 อุตสาหกรรมในอนาคต (New-S-curve) ซึ่งในตัวโครงการได้มีการออกแบบการขนส่งและการคมนาคมไว้อย่างครอบคลุมทั้งทางถนน ทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ รวมถึงให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดให้บรรษัทข้ามชาติจากทั่วทุกมุมโลกสนใจมาลงทุนตั้งฐานการผลิตที่ไทย สำหรับแผนการลงทุนของรัฐบาลตามกรอบการลงทุนรวมของภาครัฐและเอกชน ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) รวมเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.5 ล้านล้านบาท

การลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐบาล : รวมวงเงินทั้งสิ้น 988,948.10 ล้านบาท
1. ทางถนน : ก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-ชลบุรี, พัทยา-มาบตาพุด และแหลมฉบัง-นครราชสีมา วงเงินรวม 24,700 ล้านบาท
2. ทางราง : รถไฟทางคู่ (ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย) และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ‘ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา’ วงเงินรวม 306,673.86 ล้านบาท
3. ทางอากาศ : โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (Aerotropolis) วงเงินรวม 168,814 ล้านบาท
4. พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง (ระยะที่ 3) และพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด (ระยะที่ 3) วงเงินรวม 152,639.81 ล้านบาท

เอกชนเข้ามาลงทุนใน EEC
โดยที่การลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมีการส่งเสริมการลงทุนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ในปี 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 388 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุนรวม 296,890 ล้านบาท เป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ (New S-curve) รวม 131,651 ล้านบาท (ร้อยละ 54 ของการลงทุนทั้งหมด) และ กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม (First S-curve) มูลค่ารวม 117,456 ล้านบาท (ร้อยละ 30 ของการลงทุนทั้งหมด) ในปี 2561 คาดว่าจะมีเป้าหมายการลงทุนถึง 300,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย จึงเกิดความร่วมมือกับหลากหลายองค์กรจากต่างประเทศเช่น ประเทศญี่ปุ่น: ความร่วมมือกับเครือข่ายนวัตกรรมชีวการแพทย์แห่งเมืองโกเบ หรือ KOBE Biomedical Innovation Cluster (KBIC), ความร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และ ความร่วมมือกับบริษัท HITACHI ประเทศจีน : โครงการ Smart Digital Hub จากอาลีบาบา มูลค่าลงทุน 11,000 ล้านบาท ที่จะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2561-2562 ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จะทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรใน 3 จังหวัด (GDP per Capita) สูงขึ้นเป็น 21,000 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประเทศเพิ่มสูงขึ้นจนบรรลุเป้าหมายการหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางที่ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี เร็วกว่าการเติบโตปกติที่ไม่มีการดำเนินนโยบายถึง 5 ปี