Digital Darwinism: จับตาวิวัฒนาการใหม่ของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกทั้งใบ

จาก Digital Disruption สู่ Exponential Growth

เทคโนโลยีจะเปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างไรบ้าง?

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “Digital Disruption” น่าจะเป็นคำที่ผ่านหูผ่านตาใครหลายๆ คนอยู่บ่อยครั้ง สำหรับ ภาคธุรกิจ คำ ๆ นี้ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการธุรกิจที่เคยครองตลาดมานาน เร่งปรับตัวให้ทันความเร็วของโลก ดิจิทัล หรือที่เรียกว่า “Digital Transformation”

Disruption เป็นผลมาจากการใช้ Disruptive Technology ซึ่งก็คือ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อสร้าง ตลาดและเพิ่มมูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ จนกระทั่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง (Disrupt) ต่อตลาดของผลิตภัณฑ์เดิม ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ธุรกิจที่ยังคงยึดหลักการ วิธีคิด และเทคโนโลยีแบบเดิมๆ อาจล้มหายตาย เช่น กรณี Amazon อีคอมเมิร์ซยักษ์ที่เข้ามา Disrupt ตลาดค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศทั่วโลก ตั้งจุดรับสินค้าตามเมือง ต่างๆ และบริการส่งถึงบ้านภายใน 1-2 วัน ทำให้เชนห้างสรรพสินค้าทั่วโลกซบเซาและปิดกิจการสาขาไปเป็นจำนวน มาก

หรือในกรณีธุรกิจของเล่นยักษ์ใหญ่ Toy “R” Us ลงเอยด้วยการยื่นล้มละลาย เพราะไม่อาจปรับตัวได้ทัน กับตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผิดกับ Lego ที่ขาดทุนหนักจนเกือบล้มละลายในปี 2004 ก็สามารถกลับมาชนะใจ ผู้บริโภคได้อีกครั้ง โดยปรับโครงสร้างธุรกิจมามุ่งพัฒนาโมเดลการสร้างรายได้ใหม่ๆ เช่น เกมออนไลน์ และภาพยนตร์

ใครไม่ปรับตัวก็ตาย

ในยุคที่ใคร “ไม่ปรับตัว ก็ตาย” (Adapt or Die) ค่อยๆ กลายเป็น New Normal แม้แต่แบรนด์แฟชั่นระดับ ไฮ-เอนด์ หลายๆ แบรนด์ยังหันมาพึ่งอิทธิพลของ Online Influencers มากยิ่งขึ้น และเตรียมลงทุนพัฒนา เครื่องพิมพ์สามมิติให้ลูกค้าสั่งตัดเสื้อผ้าหรือกระเป๋าแบบ Tailor-Made ตามความต้องการและรับสินค้ากลับไปได้เลย นี่คืออีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่อาจเกิดเขึ้นใน 5-10 ปีข้างหน้า

ตัวอย่างที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ในประเทศไทยได้ค่อนข้างชัดเจน คือ การปรับตัวครั้งใหญ่ของภาค ธนาคารที่หันมาพัฒนาบริการทางออนไลน์กันมากขึ้น ลดจำนวนสาขา และลงทุนในธุรกิจ FinTech เพื่อพัฒนา นวัตกรรมทางการเงิน แข่งกับธุรกิจใหญ่ในเซ็กเมนต์อื่นๆ ที่เข้ามาช่วงชิงตลาดด้วยบริการทางการเงินใหม่ๆ เช่น การสแกน QR Code ชำระเงินของ Wechat Pay และ Alipay หรือการจ่ายเงินผ่านมือถือของ Samsung Pay ซึ่ง เป็นบริการที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ขณะที่ฝั่งธุรกิจค้าปลีกเองก็หันมารุกตลาดออนไลน์ และ พัฒนาการช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ในทุกช่องทาง (Omni-channel) เพื่อต้านแรงกระทบจากอีคอมเมิร์ซและ ธุรกิจออนไลน์ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ

หากจะเรียกว่าเป็นยุค ‘ฝุ่นตลบ’ ของภาคธุรกิจก็คงจะไม่ผิดนัก

อันที่จริงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสามารถส่งผลกระทบอย่างมหาศาลในทุกๆ มิติ ไม่เว้นแม้แต่ การดำเนินชีวิตของคนธรรมดาทั่วไป เช่น วิธีที่เราซื้อของ จ่ายเงิน ติดต่อกับผู้คน ติดตามข่าวสาร และเสพสื่อบันเทิง กิจกรรมเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นทั้งบนอุปกรณ์สื่อสารของเราและในโลกความเป็นจริงไปพร้อมๆ กัน

ทว่าการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ผ่านมามาก บรรดาสำนักเทรนด์ระดับโลกและนัก อนาคตศาสตร์คาดการณ์ไว้ใกล้เคียงกันว่า อีก 10 ปีข้างหน้าบริษัทใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในปัจจุบันอาจล้มหายตายจาก ไปในที่สุด นั่นก็เพราะว่าเรากำลังอยู่ในยุคแห่ง Digital Darwinism ที่เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งต่างๆ ในโลกกำลัง พัฒนารุดหน้า หรือ ‘evolve’ ด้วยอัตราความเร็วแบบ ‘ทวีคูณ’ (Exponential Growth) ชนิดที่ว่าธุรกิจแบบเดิมๆ ไม่อาจก้าวตามได้ทัน

ที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นและออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว (Emerging Technolgy) เช่น เกม Pokemon Go ที่ใช้เทคโนโลยี Augmented Reality จำลองโปเกมอนขึ้นมาในสภาพแวดล้อมจริง การเข้าไปใน โลกแห่งเกมผ่านแว่น Virtual Reality ไปจนถึงการใช้เงินตราดิจิทัลซื้อขายสินค้าและระดมทุนทำธุรกิจ เช่น Bitcoin และสกุลเงิน Cryptocurrency อื่นๆ

เทคโนโลยีอัจฉริยะจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราในแบบที่

‘แยกออกจากกัน ไม่ได้’

แต่นับจากนี้ไปเทคโนโลยีอัจฉริยะจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราในแบบที่ ‘แยกออกจากกัน ไม่ได้’ ในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (The Fourth Industrial Revolution) เช่น การช้อปปิ้งออนไลน์จะ ไม่ได้จำกัดแค่บนหน้าจอทัชสกรีน แต่จะยกระดับไปสู่ Voice Shopping เพียงแค่เราออกคำสั่ง ระบบผู้ช่วยเสมือน จริง (Virtual Assistant) จะค้นหาสินค้าที่เราต้องการ จัดแจงซื้อของ ชำระเงิน และรายงานสถานะการจัดส่งถึงบ้าน ให้เราเสร็จสรรพ ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือระบบผู้ช่วยเสมือนจริงยังสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และจัดการ ดูแลความเรียบร้อยภายในบ้านให้ตรงใจเรามากที่สุด เช่น ปิด/เปิดไฟอัตโนมัติ ปรับอุณหภูมิในห้อง สั่งซื้อของเมื่อ อาหารสดในตู้เย็นหมดหรือหมดอายุ

ไม่ใช่แค่เรื่องกิจวัตรประจำวัน แทบทุกอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบอย่างถ้วนทั่ว เทคโนโลยีจะเข้ามา ทลายกรอบการเรียนรู้ในห้องเรียนและเปลี่ยนระบบการศึกษาไปสู่การมุ่งเน้นพัฒนาทักษะและสร้างอาชีพใหม่ๆ ที่ หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (Robotics & Artificial Intelligence) ยังทำไม่ได้ คนทำงานจะต้องพัฒนาทักษะอยู่ ตลอดเวลา ทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ และดูแลควบคุมการทำงานของระบบอัตโนมัติอีกขั้น เพื่อให้ระบบการผลิตและ การบริการมีประสิทธิภาพโดยใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เทคโนโลยีโดรน ปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลมหาศาล (Big Data) จะเป็นเครื่องมือสำคัญของทุกอุตสาหกรรม บริษัทชั้นนำด้านโลจิสติกส์ในประเทศจีนได้นำโดรนเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งยารักษาโรค และ อุปกรณ์ทางการแพทย์ไปยังโรงพยาบาลท้องถิ่นและพื้นที่ชุมชนที่ห่างไกล ทางฝั่งผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร (AgTech) อย่างญี่ปุ่นนั้นได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มมาเพิ่ม ประสิทธิภาพของการเพาะปลูกทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรถแทรกเตอร์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ (Geo-informatics) ส่งเสริมการเกษตรและบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการติดตั้งระบบ เซนเซอร์เก็บข้อมูลระยะไกล (Remote Sensing) ทำให้เกษตรกรสามารถวิเคราะห์คาดการณ์สภาพอากาศบน พื้นฐานข้อมูลที่แม่นยำ และเตรียมแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติได้อย่างชาญฉลาดและทันท่วงที

ยกระดับเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” มาอย่างยาวนาน เกษตรกรไทยยังคงประสบปัญหา หลายด้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องผลิตภาพ (Productivity) รัฐบาลจึงได้ริเริ่มการสนับสนุนองค์ความรู้และ แนวทางการพัฒนาสมาร์ทฟาร์มอย่างแพร่หลาย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่ง ตั้งเป้าหมายว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ชุดเทคโนโลยีพร้อมใช้ “NECTEC FAARM series” ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติหรือ เนคเทค (NECTEC) ซึ่งพัฒนาขึ้นตามแผนปฏิบัติการด้านเกษตรและอาหารระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการเกษตรนำไปประยุกต์ใช้จริงและพึ่งพาตนเองได้ นับเป็น อีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืน และลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แล้วหัน มาส่งเสริมการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรมให้กับคนไทย

จากภาคการเกษตร สู่การเดินทางสัญจรในอนาคต รถยนต์อัตโนมัติจะเข้ามาอำนวยความสะดวกของ การเดินทางของปัจเจกบุคคลในรูปแบบบริการคล้ายกับ Uber และ Grab ที่สามารถเรียกใช้บริการผ่าน แอปพลิเคชัน จากที่ไหน เมื่อไรก็ได้ การครอบครองรถยนต์จะไม่ใช่ค่านิยมของผู้บริโภคส่วนใหญ่อีกต่อไป แต่จะถูกจำกัดเฉพาะ กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงเท่านั้น ส่วนระบบขนส่งสาธารณะจะพัฒนาไปสู่ระบบอัตโนมัติและขับเคลื่อนด้วย พลังงาน ไฟฟ้าเช่นกัน ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและมลพิษในเมือง

 

คำถามก็คือ เราจะปรับตัวอย่างไรในยุคที่ทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ มนุษย์ อาจยังไม่มีคำตอบที่ตายตัวแน่ชัด เพราะการเปลี่ยนแปลงจะยิ่งทวีความซับซ้อนและพร่าเลือนจนยากจะคาด เดาหนทางที่ดีที่สุด

อาจเป็นการหาจุดยืนของตัวเองในอนาคตว่าจะอยู่ตรงไหน และมีบทบาทอย่างไร ไม่ใช่แค่เอกชนเท่านั้น แต่ หน่วยงานภาครัฐและประชาชนจะต้องร่วมมือกันและขยับตัวด้วยอัตราความเร็วแบบ ‘เท่าทวีคูณ’ อาทิ การแสวงหา โอกาสใหม่ๆ ในกลุ่มธุรกิจอื่นที่ยังไม่มีใครทำตลาด การลงทุนในนวัตกรรมที่สามารถขยายขนาดธุรกิจให้เติบโต และ ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเพิ่มเป็นหลายเท่าตัว และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การให้คุณค่าความสำคัญกับสิ่งที่เครื่องจักรไม่ สามารถ ‘ทดแทน’ ได้ เช่น งานฝีมือ และงานเชิงสร้างสรรค์ที่ ‘เข้าใจ’ อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์อย่างแท้จริง เหนือสิ่งอื่นใดนั้น ภาครัฐจะต้องวางโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับเศรษฐกิจดิจิทัล มีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากพอที่ทุก ฝ่ายจะพร้อมรับมือกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ได้ในที่สุด และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน หรือ “ประชารัฐ” จะมีบทบาทสำคัญในการแบ่งปัน สนับสนุน และร่วมขับเคลื่อนนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายในการสร้างสังคมแห่ง นวัตกรรมในทุกมิติ รวมทั้งก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน